วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รัฐบาลเฉพาะกาล


รัฐบาลเฉพาะกาล

            คำว่า รัฐบาลเฉพาะกาล มาจากคำอังกฤษว่า Provisional Government หรือจะเรียกว่า รัฐบาล ชั่วคราว (Interim Government) ก็ได้
            รัฐบาลเฉพาะกาล คือ เครื่องชี้ขาดความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น การ เปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการให้เป็นระบอบประชาธิปไตย เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะ ความสำเร็จได้ ต้องใช้รัฐบาลเฉพาะกาลเท่านั้น เป็นรัฐบาลของประชาชนจึงมีอำนาจมากที่สุด ไม่ใช่ รัฐบาลตามปกติ หรือรัฐบาลรักษาการณ์ (Caretaker Government) ซึ่งไม่มีอำนาจ
            ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งนั้น ขึ้นอยู่กับ ความสำเร็จของระยะผ่าน (Transitional Periods) หรือที่เราเรียกกันว่า “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” (Turning Point)
            ความสำเร็จของระยะผ่าน จึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ การปกครองในระยะผ่าน ซึ่งก็คือ รัฐบาลเฉพาะกาล
            นักวิชาการก็ยังไม่เข้าใจว่ารัฐบาลเฉพาะกาลเป็นอย่างไร เช่น ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ พูดไว้ใน โพสต์ทูเดย์ว่า … รัฐบาลแห่งชาติเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ รัฐบาลแห่งชาติก็ต้องสลายตัวไปเพื่อให้ระบบการตรวจสอบสามารถทำงานได้ตามปกติ ต้องระลึกไว้ เสมอว่าจะไม่มีรัฐบาลแห่งชาติในสภาวะปกติ ถ้าเรามีนักวิชาการเช่นนี้ ก็ถือเป็นเวรกรรมประเทศ

         
            รัฐบาลที่มีบทบาทในการแก้วิกฤติของชาติได้นั้น ต้องมีฐานะเป็น “รัฐบาลเฉพาะกาล” (Provisional Government) เท่านั้น เป็นรัฐบาลที่มีภารกิจพิเศษเฉพาะแต่เป็นการชั่วคราว กล่าวคือ เมื่อ ปฏิบัติหน้าที่ภารกิจพิเศษเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องยุบตัวเอง แล้วเปิดให้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง (Elected Government) เข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศต่อไป จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลชั่วคราว (Interim)
            รัฐบาลเฉพาะกาล เป็นรัฐบาลชนิดหนึ่งของหลักวิชารัฐศาสตร์ ที่จัดตั้งขึ้นในยามที่บ้านเมืองมี ความจำเป็นมีวิกฤติทั่วไปเท่านั้น คือต้องมีรัฐบาลชนิดนี้เท่านั้นจึงจะแก้ปัญหาของชาติได้ เช่น การ รักษาความมั่นคงของชาติ การสงคราม การเปลี่ยนแปลงการปกครอง การสร้างประชาธิปไตย การฟื้นฟูหลังเหตุการณ์วิกฤติทางการเมือง เพราะรัฐบาลชนิดนี้มีประชาชนเป็นกำลังจึงมีอำนาจมาก ที่สุด
            แต่รัฐบาลชนิดนี้สำหรับบ้านเรา ระบอบเผด็จการซึ่งเป็นอำนาจของชนส่วนน้อยจะไม่ยอมให้ มีรัฐบาลเฉพาะกาลเกิดขึ้น เพราะกลัวเสียอำนาจ จึงใช้วิธีการทำลายการจัดตั้งรัฐบาลชนิดนี้ ทำลาย สภาองคมนตรีของ ร.7 ทำลายสภาปฏิวัติแห่งชาติ กล่าวหาว่า การปฏิวัติเป็นความรุนแรง การปฏิรูป เป็นความสันติ และเป็นเผด็จการเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลรักษาการณ์เป็นต้น

หน้าที่ 2 เรื่องการกระจายอำนาจ


นักวิชาการและนักการเมืองหลอกประชาชนว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นการกระจายอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไม่เห็นด้วยก็ถูกกล่าวหาว่าหวงอำนาจ เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก เคยตั้งปัญหาไว้ว่า การกระจายอำนาจคืออะไร?แต่ก็ยังไม่มีใครตอบปัญหานี้ได้
           

พี่น้องประชาชนครับ ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ต้องการคำตอบว่า การกระจายอำนาจคืออะไร? เท่านั้นครับ ยังต้องการคำตอบในอีกหลายปัญหา เช่น การรวมศูนย์อำนาจคืออะไร? อำนาจทั้งหมดของรัฐประกอบด้วย อำนาจอะไรบ้าง? อำนาจแต่ละอำนาจแตกต่างกันอย่างไร? และแต่ละอำนาจกระจายอย่างไร? กระจายอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตยคืออะไร? เพราะอำนาจมีหลายอำนาจ คือ
           
         1.อำนาจรัฐ (State Power)คือ อำนาจของสูงสุด และรวมอำนาจทุกอำนาจไว้ ตั้งแต่อำนาจอธิปไตยตามลำดับลงมาถึงอำนาจสังคม
           
           2.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty หรือ Sovereign Power หรือ Supreme Power of State)คือ อำนาจสูงสุดของรัฐหรือประเทศ เป็นเพียงอำนาจเดียวที่รุนแรงและเด็ดขาด สมัยโบราณเชื่อกันว่า อำนาจนี้มาจากพระผู้เป็นเจ้าทรงมอบให้พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ถือและใช้อำนาจนี้แต่เพียงผู้เดียว แต่สมัยนี้หลังจากที่มีลัทธิประชาธิปไตยเกิดขึ้นในโลกแล้ว ทำให้โลกรู้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Sovereignty of the People) อำนาจอธิปไตยแสดงออกใน 3 รูปคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และแสดงออกมาในทางองค์กร คือ รัฐสภา คณะรัฐบาล และศาล
           
              3.อำนาจการปกครอง หรือ อำนาจบริหาร (Administrative Power) คืออำนาจรัฐระดับต่างๆ ลงมาจนถึงระดับท้องถิ่น ซึ่งประเทศไทยได้แบ่งอำนาจการปกครอง หรืออำนาจบริหารออกเป็น 3 ส่วน ตามหลักวิชาของประเทศรัฐเดียว เรียกว่า ส่วนกลาง (Central) ส่วนภูมิภาค (Provincial) และส่วนท้องถิ่น (Local)
           
ส่วนกลาง คือ องค์การของรัฐระดับต่างๆ เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม ฯลฯ
           
ส่วนภูมิภาค คือ อำนาจส่วนกลางแต่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาค เมื่อก่อนเรียกว่า มณฑล (Province) ต่อมาเรียกว่า จังหวัด ถัดลงมาจากจังหวัด เรียกว่า อำเภอ (District) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของ อำนาจการปกครอง หรือ อำนาจบริหาร (Administrative Power)
           
ผู้มีอำนาจการปกครอง หรืออำนาจบริหาร คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ จะต้องได้รับ การแต่งตั้งจากส่วนกลางตามหลักการรวมอำนาจของประเทศรัฐเดียว จึงจะรักษาความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวของประเทศไว้ได้ ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเลือกตั้งไม่ได้เพราะการเลือกตั้งเป็นวิธีหนึ่งของการกระจายอำนาจ
           
ถัดลงมาจากอำเภอ ซอยลงมาเป็นตำบลหรือหมู่บ้าน ส่วนที่ซอยลงมานี้เรียกว่า ส่วนท้องถิ่น (Rural) คือ ส่วนที่อำนาจรัฐผสมผสานอย่างเหมาะสมกลมกลืนกับส่วนของประชาชน ที่มีการปกครองดูแลกันเองตามความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ในรูปของชุมชน ผู้มีอำนาจในส่วนนี้ คือ กำนันและผู้ใหญ่
           
                  4.อำนาจสังคม (Social Power) หรืออำนาจท้องถิ่น (Local Power)หมายถึง อำนาจที่ไม่มีลักษณะการเมือง เช่น อำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจทางการรักษาความสงบเรียบร้อย อำนาจจัดการสาธารณูปโภคสาธารณูปการ เป็นต้น เป็นอำนาจจัดการในส่วนท้องถิ่น หรือเขตชุมชนเมือง เรียกว่า สุขาภิบาล (Municipality) ต่อมารัชกาลที่ 7 ทรงเปลี่ยนเป็น เทศบาล และจัดรูปของเทศบาลเป็น นคร เมือง และตำบล และในปัจจุบันได้เพิ่มรูปการปกครองท้องถิ่นขึ้นเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเขตการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร และ เมืองพัทยา ซึ่งอำนาจท้องถิ่นในส่วนที่นักวิชาการและนักการเมืองเพิ่มขึ้นนี้ ไม่ชอบด้วยหลักวิชาและข้อเท็จจริงของการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระผมจะได้กล่าวในตอนต่อไป
           
อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นอำนาจที่กระจายได้ และต้องกระจายไปสู่ประชาชนจะกระจายไปสู่องค์การหรือเขตไม่ได้ เพราะอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชนอยู่แล้ว ต่างแต่ว่าเป็นของประชาชนส่วนน้อย หรือเป็นของประชาชนทั่วไป ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของชนส่วนน้อย คือ การรวมศูนย์อยู่ที่ชนส่วนน้อย เรียกว่าเผด็จการ ถ้าเป็นของปวงชนหรือประชาชนทั่วไป เรียกว่า ประชาธิปไตยซึ่งอำนาจอธิปไตยของปวงชนนี้ ศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยดังนั้น เครื่องวัดว่า ประเทศใดเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการ จึงอยู่ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั่วไป หรือเป็นของชนส่วนน้อย ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่มีรัฐธรรมนูญ หรือไม่มีรัฐธรรมนูญ หรืออยู่ที่ต้องเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง หรืออยู่ที่การกระจายอำนาจการปกครองเป็นอำนาจท้องถิ่น ด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออยู่ที่ต้องกระจายอำนาจท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนรวมในกิจกรรมท้องถิ่น
           
ประเทศไทยมีการเรียกร้องและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมานานกว่าศตวรรษ ต่อสู้และเรียกร้องมาจนถึงขณะนี้ประชาชนก็ยังไม่ได้ประชาธิปไตยสักที และสาเหตุสำคัญที่ประเทศของเรายังไม่เป็นประชาธิปไตยเหมือนอารยประเทศทั้งหลายนั้น ก็เพราะนักวิชาการและนักการเมืองหลอกประชาชน และนำประชาชนไปทำในเรื่องอื่นๆ ที่มิใช่ประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อต้องการรักษาอำนาจอธิปไตยของชนส่วนน้อยไว้ นักวิชาการและนักการเมืองจึงเอาคำว่าประชาธิปไตยมาหลอกประชาชนได้ทุกเรื่อง และสามารถทำได้ทุกเรื่องไม่ว่าผิดหรือถูก ทำได้แม้กระทั่งปัญหาความเป็นความตายของชาติบ้านเมือง ยกเว้นเรื่องเดียวที่นักวิชาการและนักการเมืองไม่ยอมทำคือ การกระจาย
อำนาจอธิปไตยไปสู่ปวงชน ซึ่งก็คือ การสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงนั่นเอง
           
อำนาจอธิปไตยเดิมอยู่ที่พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชปณิธานที่จะกระจายอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของพระองค์ให้แก่ราษฎรทั้งหลาย เพื่อต้องการให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลาย ดังพระราชหัตถเลขาอันลือลั่นว่า
ข้าพเจ้าสมัครใจจะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป...” ซึ่งหมายถึงการสร้างประชาธิปไตยนั่นเอง แต่พระราชปณิธานของพระองค์ท่านต้องพังไป เพราะถูกคณะราษฎรทำรัฐประหารช่วงชิงเอาอำนาจอธิปไตยไปไว้กับชนส่วน้อย และสืบทอดมรดกเผด็จการมาจนถึงปัจจุบันโดยพรรคการเมือง โดยอาศัยรัฐสภาเป็นเครื่องมือใช้อำนาจของชนส่วนน้อย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนร่ำรวยและพรรคพวกของตน ประชาชนจึงเรียกการปกครองปัจจุบันว่าระบอบเผด็จการรัฐสภาและสมเด็จพระปกเกล้าฯ ตรัสถึงการปกครองที่คณะราษฎรสร้างขึ้นว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าแผ่นดินยังดีกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของคณะ
ในประวัติศาสตร์บ้านเรา พระมหากษัตริย์ในอดีตตั้งแต่รัชกาลที่ 5, 6 และ 7 มีความเข้าใจประชาธิปไตยเป็นอย่างดี จึงขอให้เพื่อนๆพี่น้องประชาชนทั้งหลายได้โปรดให้ความสนใจศึกษา และทำความเข้าใจในแนวทางสร้างประชาธิปไตยของพระมหากษัตริย์ในอดีตดังกล่าวด้วย
           
ดังนั้น ตามที่นักวิชาการและนักการเมือง ต้องการกระจายอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตยนั้น ที่ถูกต้องคือ ต้องกระจายอำนาจอธิปไตยไปสู่ปวงชนมิใช่กระจายอำนาจรัฐสู่ท้องถิ่น หรือลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจสังคม
           
ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นๆ เป็นผู้ถือและใช้อำนาจการปกครองหรืออำนาจบริหาร (Administrative Power) แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (นายกเทศบาลนคร) เป็นผู้ถือและใช้อำนาจสังคมหรืออำนาจท้องถิ่น (Local Power) ฉะนั้น จะเอาผู้ว่าทั้ง 2 ชนิดมาปะปนกัน หรือมาเป็นอันเดียวกันไม่ได้ เพราะถืออำนาจคนละชนิด คือ อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นอำนาจทางการเมือง แต่อำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นอำนาจท้องถิ่นซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง และที่สำคัญผู้ว่าราชการจังหวัดตามหลักรวมอำนาจของประเทศรัฐเดียว ต้องแต่งตั้งจากส่วนกลางจะเลือกตั้งไม่ได้ โดยเฉพาะไม่มีราชอาณาจักรที่ไหนในโลก ซึ่งนอกจากจะเอาผู้ว่าเทศบาล (กรุงเทพมหานคร) มาทำหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครแล้ว ยังจัดให้มีการเลือกตั้งอีกด้วย ฉะนั้น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครของประเทศไทย จึงเป็นการทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักร ทำให้จังหวัดกรุงเทพมหานครกลายเป็นรัฐอิสระอยู่กลางใจเมือง ซึ่งนอกจากจะเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของพระมหากษัตริย์และผิดหลักวิชารัฐศาสตร์ว่าด้วยรัฐเดียวอย่างร้าย
แรงแล้ว ยังละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 1. ที่บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ อย่างสำคัญ
           
ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน จึงเป็นความวิปริตทางภูมิปัญญาของนักวิชาการและนักการเมืองบ้านเรา หัวมังกุท้ายมังกร เอาหลักการของประเทศหลายรัฐมาใช้กับประเทศรัฐเดียว เป็นการเปลี่ยนราชอาณาจักรให้เป็นสาธารณรัฐ ประเทศของเราในปัจจุบันจึงมิใช่มี 77จังหวัดตามที่เข้าใจ หากแต่มี 75จังหวัด กับอีก 1 นคร เพราะสถานะความเป็นจังหวัด (Province) ของกรุงเทพมหานครได้ถูกยกเลิกไป และเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐอิสระจากการยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคของนักวิชาการและนักการเมือง อำเภอยกเลิกเปลี่ยนเป็นเขต ตำบลยกเลิกเปลี่ยนเป็นแขวง และทั้งที่การปกครองส่วนท้องที่ได้ทำการยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตามชานนครกรุงเทพได้อย่างไร
           
และตามที่นักวิชาการและนักการเมืองอ้างว่า ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจสังคม คือการสร้างประชาธิปไตยก็ไม่เป็นความจริง เพราะการสร้างประชาธิปไตยต้องกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน แต่การกระจายอำนาจการปกครองนั้น ไม่อาจกระจายไปสู่ประชาชนได้ เพราะอำนาจการปกครองนั้นต้องกระจายไปสู่องค์การหรือเขตเท่านั้น เช่น กระจายไปสู่ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น หาได้กระจายไปสู่ประชาชนไม่และการกระจายอำนาจท้องถิ่น เป็นเพียงแต่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่น หรือ “The Public to Take Part in Administrating the Locality” เท่านั้น หาได้ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ หรือ “The Public to Take Part in Administrating the Country” ไม่ และถึงแม้ว่าจะทำให้อำนาจท้องถิ่นเป็นของประชาชนได้ทั้งประเทศ ก็หาได้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยไม่ ซึ่งการสร้างประชาธิปไตยของนักวิชาการและนักการเมืองเช่นนี้ ก็คือการหลอกประชาชนครับ
           
และตามที่นักวิชาการและนักการเมืองตั้ง อบจ. และ อบต. ขึ้นมาซ้อนทับกับเทศบาลและสุขาภิบาลด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย ก็ไม่เป็นความจริง เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องสร้างขึ้นก่อนจึงจะส่งเสริมได้ ถ้ายังไม่ได้สร้างขึ้นก่อนจะส่งเสริมได้อย่างไร และการกระจายอำนาจท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการท้องถิ่น ไม่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการรวมศูนย์อำนาจท้องถิ่นก็ไม่เกี่ยวกับระบอบเผด็จการ เพราะการรวมศูนย์หรือการกระจายอำนาจท้องถิ่นเกี่ยวข้องแต่กับปัญหาความเจริญท้องถิ่นเท่านั้น
           
โดยเฉพาะตามที่นักวิชาการและนักการเมืองเข้าใจว่า จะสามารถใช้การบริหารท้องถิ่นไปสร้างชุมชนเมืองขึ้นมาได้ การบริหารส่วนท้องถิ่นจะทำให้ทุ่งนาป่าเขาเป็นเมืองได้นั้น เป็นความคิดที่กลับตาลปัตรกับข้อเท็จจริงตามหลักวิชารัฐศาสตร์ ที่มีหลักว่า ชุมชนชนบทจะพัฒนาขึ้นมาเป็นชุมชนเมืองได้ ด้วยพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจแห่งชาติภายใต้ระบอบการปกครองที่ถูกต้อง และพัฒนาการจากชุมชนชนบทเป็นชุมชนเมือง คือเงื่อนไขไม่ให้เกิดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จากนั้นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจึงจะกลับมาผลักดันพัฒนาการของชุมชนเมืองตลอดไปมิใช่สร้างองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นขึ้นก่อนในขณะที่ยังไม่มีชุมชนเมือง ความคิดของนักวิชาการและนักการเมืองเช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการผลาญงบประมาณแผ่นดินและถ่วงความเจริญโดยใช่ที่
           
จากข้อเท็จจริงและหลักวิชาที่ถูกต้องตามเอกสารฉบับนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า นักวิชาการและนักการเมืองบ้านเรา ซึ่งนอกจากจะปราศจากความรู้ความสามารถแล้ว ยังเอาความไม่รู้ของตนมาหลอกประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อหวังจะให้ประชาชนมีความศรัทธาเชื่อถือพรรคพวกของตน โดยทั่วไป ประชาชนไม่มีความรู้ในวิชารัฐศาสตร์อยู่แล้ว ย่อมจะคล้อยตามเพื่อ แสวงหาสิ่งที่ดีกว่าแต่การหลอกประชาชนด้วยเรื่องการกระจายอำนาจครั้งนี้ กลับเป็นมหันตภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติซึ่งเป็นราชอาณาจักร และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ช้าพเจ้าจึงขอเรียกร้องต่อท่านผู้รู้ทุกท่าน ต่อพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทั้งหลาย จงลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของชาติบ้านเมือง และขอเรียกร้องมายังนักวิชาการและนักการเมือง ผู้คิดจะนำบ้านเมืองไปสู่ความวิบัติ ได้โปรดละทิ้งทฤษฏีที่ผิดเสีย และหันกลับมายึดถือวิชาการที่ถูกต้อง หลักวิชาบัณฑิตต้องเคารพเว้นแต่พวกคนพาลเท่านั้น เพราะปัญหาหลักวิชาไม่ใช่ปัญหาทฤษฏี และขอได้โปรดจงร่วมมือกันในทุกฝ่ายเพื่อปฏิบัติดังนี้

            1. ยุติการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และทำให้กรุงเทพมหานครกลับสู่สถานะความเป็นจังหวัดเหมือนเดิม
           2. ยกเลิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นรูปอื่นเสียทั้งหมด คงไว้แต่เทศบาลและสุขาภิบาล
           3. จงร่วมมือกันกระจายอำนาจอธิปไตยสู่ปวงชน เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 7ให้ปรากฏเป็นจริง และ
          4. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติดังกล่าว โดยยึดถือแนวทางสันติ ตามวิถีทางประชาธิปไตย

หน้าที่ 1 เรื่องการกระจายอำนาจ


       
 เรื่องการกระจายอำนาจ



      ในสถานการณ์ปัจจุบัน ภายใต้สภาวการณ์ของประเทศที่ยังแก้ปัญหาการเมืองไม่ตกนี้ ได้เกิดปัญหาการเมืองขึ้นอีกปัญหาหนึ่ง ปัญหานี้นับว่ามีความสำคัญมาก สมควรที่จะต้องทำให้เกิดความเข้าใจแก่พี่น้องประชาชน มิฉะนั้น จะเป็นมหันตภัยอันร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ ปัญหานี้ก็คือ การกระจายอำนาจ        โลกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ได้มีการรวมชาติรูปใหม่โดยรวมแว่นแคว้นต่างๆ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรียกว่า รัฐประชาชาติ (National State) (รัฐในประวัติศาสตร์สมัยกลาง เรียกว่า รัฐเจ้านคร หรือ Feudal State) การรวมชาติเป็นประเทศในประวัติศาสตร์สมัยใหม่นี้ ทำให้มีประเทศเกิดขึ้นเป็นรัฐ 2 แบบ คือ
            1.รัฐเดียว (Unitary State) คือ การรวมชาติเป็นประเทศแบบรัฐเดียว เรียกว่า ราชอาณาจักร (Kingdom)ราชอาณาจักร คือ ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ราชอาณาจักร หรือ ประเทศรัฐเดียว ใช้วิธีการตามหลักการ รวมอำนาจการปกครอง (Centralization of Administrative Power)ซึ่งหมายถึง ประเทศรัฐเดียว จะดำรงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรไว้ได้นั้น ต้องรวมอำนาจการปกครองเท่านั้น จะกระจายอำนาจการปกครองหรืออำนาจบริหารไม่ได้ ถ้ากระจายอำนาจการปกครองหรืออำนาจบริหาร ก็คือ การทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึง การทำลายความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง
                     2.หลายรัฐ (Multi-State)คือ การรวมชาติเป็นประเทศในแบบหลายรัฐ ซึ่งโดยทั่วไป เรียกว่า สาธารณรัฐ (Republic)สาธารณรัฐคือประเทศที่มีประธานาธิบดีหรือสถาบันอื่นที่ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขประเทศหลายรัฐ ใช้วิธีการตามหลักการ การกระจายอำนาจการปกครอง (Decentralization of Administrative Power)แต่การกระจายอำนาจนั้น ก็เป็นการกระจายอำนาจการปกครองภายใต้การรวมศูนย์อำนาจการปกครองอยู่นั่นเอง หลักการเหล่านี้ เป็นหลักวิชารัฐศาสตร์ ที่ยึดถือกันโดยทั่วไปของประเทศทั้งหลายในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
               การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง และการกระจายอำนาจการปกครอง ต่างก็เป็นวิธีรวมประเทศเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามสภาวการณ์ทางประวัติศาสตร์และทางสังคมของแต่ละประเทศ บางประเทศสร้างเอกภาพด้วยการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง บางประเทศสร้างเอกภาพด้วยการกระจายอำนาจการปกครอง ซึ่งจะกำหนดเอาตามความต้องการของบุคคลไม่ได้ มิฉะนั้น จะเป็นการทำลายเอกภาพ หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศ และนำไปสู่มิคสัญญีกลียุค อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะเป็นกฎที่แน่นอน
           
รัชกาลที่ 5 ด้วยพระปรีชาชาญอันยิ่งยวด ทรงรวมชาติในรูปรัฐเดียว เรียกว่า ราชอาณาจักร ทำนองเดียวกับประเทศทั้งหลายที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของอังกฤษ เรียกว่า สหราชอาณาจักร (United Kingdom) และของญี่ปุ่นเรียกว่า จักรวรรดิ (Empire) มีรัฐต่างๆ รวมกันคล้ายกับการรวมประเทศในรูปหลายรัฐ แต่ต่างกันที่รัฐของญี่ปุ่นมีลักษณะการปกครองของตนเองทางวัฒนธรรม (Cultural Autonomous) ไม่มีลักษณะการเมืองดังเช่นรัฐต่างๆ ของประเทศในรูปหลายรัฐ เช่น สหรัฐ หรือ รัฐบาลสหพันธ์ (Federal Government) รัฐบาลแห่งรัฐ (State Government) หรือ รัฐบาลมลรัฐ
           
ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 1. บัญญัติว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้นั้น แท้จริงก็คือ บัญญัติขึ้นตามข้อเท็จจริงของหลักวิชาการในการรวมประเทศไทยให้เป็นแบบรัฐเดียว ด้วยพระปรีชาญาณอันยิ่งยวดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หน้าที่ 4 การสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร


                   26. เราจะต้องเข้าใจว่า แนวทางสร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้องของประเทศไทยนั้น คือ แนวทาง ของพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ รัชกาลที่ 5, 6, 7 เป็นต้นมา เป็นวิวัฒนาการของการเคลื่อนไหว ประชาธิปไตยในประเทศไทย ร้อยกว่าปีจนถึงปัจจุบัน โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสถาปนาการปกครอง แบบประชาธิปไตยตามแบบยุโรป และญี่ปุ่น เพราะอยู่ใน รุ่นเดียวกัน กล่าวคือ ญี่ปุ่นสถาปนาการ ปกครองแบบประชาธิปไตยสำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 2432 ภายหลังความสำเร็จสมบูรณ์ของมหาปฏิวัติฝรั่งเศส เพียง 15 ปี คือปี พ.ศ. 2414 โดยที่ประเทศไทยก็เริ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตยมาพร้อมๆ กับญี่ปุ่น ใน รัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิ มัตซูฮิโต โดยพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการ ปฏิวัติประชาธิปไตย ซึ่งในขณะนั้น เรียกทับศัพท์ว่า “เรโวลูชั่น” ด้วยวิธี “การปฏิรูปการปกครอง” ซึ่งเรียกทับศัพท์ว่า “คอเวินเมนต์ รีฟอร์ม” เพื่อบรรลุความมุ่งหมายเช่นดียวกับญี่ปุ่น แต่ต่อมาแนวทาง ดังกล่าวต้องล้มเหลว ก็เพราะการยึดอำนาจของคณะราษฎรในสมัยรัชกาลที่ 7 และได้ล้มเหลวมาจนถึง ทุกวันนี้ ฉะนั้น การสร้างประชาธิปไตย จึงต้องกลับไปสู่การนำโดยพระมหากษัตริย์ดังเดิม ก็จะทำให้ การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นผลดี
                     27. การจะทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองกันนั้น ก่อนอื่นเราจะต้องมีความเข้าใจรูปธรรม ของความขัดแย้งทางสังคม ว่าเป็นอย่างไร หรือคู่ขัดแย้งคืออะไร เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็จะทำให้แก้ ปัญหานั้นได้ มีผู้อธิบายหลักการพิจารณาปัญหานี้ไว้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าถูกต้องก็คือ “มาร์กซ์” และ “เองเกลส์” ซึ่งเป็นผู้สร้าง ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ (Dialectical Materialism) ขึ้นแล้ว ก็ได้นำเอาวัตถุนิยมวิภาษไปประยุกต์กับพัฒนาการของสังคม และสรุปขึ้นเป็น วัตถุนิยม ประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) โดยถือว่าพัฒนาการของสังคมนั้น ย่อมมีความขัดแย้ง ไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งต้องเป็นไปตาม กฎของวัตถุนิยมวิภาษ เช่นเดียวกับ โลกธรรมชาติทั้งปวง
โดยเห็นว่าความขัดแย้งภายในสังคม ซึ่งนอกจากจะเป็นความขัดแย้งแล้ว ยังเป็นพลังผลักดัน พัฒนาการของสังคมด้วยก็คือ ความขัดแย้งระหว่าง “กำลังผลิต” (Productive Force) กับ “ความ สัมพันธ์การผลิต” (Reaction Production) ในสังคมชนชั้นมันจะแสดงออกเป็นความขัดแย้งทาง ชนชั้น โดยรูปธรรมของความขัดแย้งที่แท้จริงก็คือ “กรรมกร” กับ “นายทุน” นั่นเอง ดังนั้น ความ ปรองดองแห่งชาติในสังคมทุนนิยม จะเป็นไปได้ก็คือ คู่ขัดแย้งตัวจริงของสังคมทุนนิยมต้อง สามัคคี กัน และการจะสามัคคีกันได้นั้น อยู่ที่ต้องสร้างประชาธิปไตยร่วมกัน ถ้าตราบใดที่ขบวนการกรรมกร ยังไม่เข้าร่วมผลักดันการสร้างประชาธิปไตย ตราบนั้นก็จะยังไม่มีความปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นได้
                  28. การจะสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้ เราต้องเข้าใจด้วยว่า ระบอบเผด็จการ (Dictatorial Regime) เนื้อแท้ตัวจริงเป็นอย่างไร การปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Government) ซึ่งจะเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime) ก็ได้ แต่การปกครองแบบประชาธิปไตย กับ ระบอบประชาธปไตยนั้น แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออก ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะ ระบอบ คือ มรรควิธีของการปกครอง กล่าวอย่างรูปธรรมหมายถึง อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ซึ่งมีเพียง 2 อย่าง คือ “ปวงชน” และ “ชนส่วนน้อย” ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนก็เป็น “ระบอบประชาธิปไตย” ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของชนส่วนน้อยก็เป็น “ระบอบเผด็จการ” ฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นหลักการปกครองที่สำคัญที่สุดของ การปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าปราศจากระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีหลักการอื่นหรือเงื่อนไขอื่น เช่น มีเสรีภาพ มีระบบ รัฐสภา มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งเป็นต้น ก็ไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย
ระบอบเผด็จการตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย เป็นปัญหาหลักการคือหลักเผด็จการ ไม่ใช่ปัญหาบุคคล ความหมายตามหลักวิชาการคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของชนส่วน้อย โดยชนส่วน น้อยนั้น อาจเป็นชนชั้นสูงก็ได้ ชนชั้นกลางก็ได้ หรือชนชั้นกรรมาชีพก็ได้ รวมทั้งเป็นทหารก็ได้ หรืออาจจะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ก็ได้ ที่มีผลประโยชน์แตกต่างกัน โดยแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ นั้น จะตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของตน ซึ่งไม่ใช่เป็นผู้แทนของ ประชาชน นักการเมืองบ้านเราจึงล้วนเป็นผู้แทนของชนส่วนน้อยทั้งสิ้น แต่เมื่อเป็นผู้แทนของชนส่วน น้อยแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองเหล่านั้นเป็นเผด็จการ พรรคการเมืองเหล่านี้จะเป็น เผด็จการได้ก็ต่อเมื่อ มีอำนาจอธิปไตยด้วย ดังนั้น ระบอบเผด็จการจึงมีองค์ประกอบดังนี้
                             1) เป็นผู้แทนของชนส่วนน้อยที่ร่ำรวย
                  2) เป็นกลุ่มการเมืองหรือคณะหรือพรรคการเมืองผู้กุมอำนาจรัฐ หรือเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย ของชาติและของประชาชน
ดังนั้น เผด็จการที่แท้จริง จึงอยู่ที่ตัวคณะผู้ปกครองหรือรัฐบาล มิใช่อยู่ที่รัฐธรรมนูญเลย แล้ว เราจะไปแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
               29. การสร้างประชาธิปไตย ก็คือ การปฏิวัติประชาธิปไตย กล่าวตามความหมายที่เป็นศัพท์ ทางวิชาการก็คือ การทำให้ดีขึ้น แต่ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็หมายถึง การยกเลิกสิ่งไม่ดี แล้วทำการ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นแทน ทั้งนี้ก็เพราะว่า การสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่ดีไม่สามารถเป็นไปได้ โดยไม่ยกเลิก สิ่งไม่ดี เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมนั้น ต้องมีทั้ง “ปหานะ” และ “ภาวนา” ปหานะ คือ ละอกุศลกรรม ภาวนา คือ เจริญกุศลกรรม ดังนั้น การเจริญกุศลกรรมโดยไม่ละอกุศลกรรมนั้น จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือการทำดี โดยไม่ละชั่วจึงเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับการทำนา ต้องกำจัดวัชพืชก่อน
ฉะนั้น การสร้างประชาธิปไตย ก็ต้อง ยกเลิกระบอบเผด็จการ และ การปกครองเผด็จการ โดยสิ้นเชิง ซึ่งประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้คือ
                    (1) ทำให้รัฐบาลของการปกครองแบบเผด็จการสิ้นสุด
                    (2) ทำให้รัฐสภาของการปกครองแบบเผด็จการสิ้นสุด
                    (3) ยกเลิกรัฐธรรมนูญของการปกครองแบบเผด็จการ
                   (4) สลายพรรคการเมืองเผด็จการ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือ บริษัทค้าการเมืองอันเป็นเครื่องมือ ทำธุรกิจของบรรดาเจ้าพ่อทั้งหลาย
                (5) สลายกลุ่มผลักดันมาเฟีย และองค์กรอิสระที่เป็นกลไกปกป้องคุ้มครองระบอบเผด็จการ เพราะเป็นกลไกพรรค ไม่ใช่กลไกรัฐ
              (6) ให้จัดตั้ง “สภาปฏิวัติแห่งชาติ” ซึ่งประกอบด้วยองค์การระดับชาติ และองค์การระดับ จังหวัด มีผู้แทนในแต่ละอำเภอทั่วประเทศ รวมกับผู้แทนอาชีพต่างๆ อย่างเป็นสัดส่วน
                (7) ผู้แทนสาชาอาชีพต่างๆ ได้เปิดประชุมแต่ละสาขาอาชีพ สะท้อนปัญหาและเสนอวิธีการ แก้ปัญหาของอาชีพนั้นๆ
                  (8) กำหนดนโยบายประชาธิปไตย ประกอบด้วยนโยบายหลัก และนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้า ซึ่งสาระสำคัญ ของนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้า ควรเป็นดังนี้
             1) ยกเลิกการกดขี่ข่มเหงประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกกรณีทันที
             2) ยกเลิกหนี้สินของประชาชนที่มีฐานะยากจน และเฉลี่ยรายได้แห่งชาติให้เกิดความเป็นธรรม
             3) ตรึงและพยุงราคาสินค้า โดยใช้รัฐวิสาหกิจที่ได้ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพแล้วเป็นสำคัญ
        4) ประกันราคาผลิตผลเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลประโยชน์ตกแก่ชาวนา ชาวไร่ อย่างทั่วถึง และปฏิรูปที่ดินให้ชาวนามีกรรมสิทธิ์ในที่ทำกินและประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง
           5) ให้ข้าราชการเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงาน และพรรคการเมืองได้อย่างเสรี ซึ่งจะยัง ผลให้ข้าราชการมีจิตสำนึก เป็นข้าราชการของประชาชนอย่างแท้จริง
     6) ให้ผู้แทนรัฐวิสาหกิจ โดยทางองค์กรของผู้ใช้แรงงานที่แท้จริงเข้าร่วมกับฝ่ายบริหาร เพื่อ พิจารณากำหนดนโยบาย และมาตรการในการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ
          7) ออกกฎหมายประกันสังคมให้เป็นธรรม และกฎหมายที่เกี่ยวกับการหางาน และส่งคนงาน ไปต่างประเทศ
           8) ปรับปรุงแก้ไข สาธารณูปโภคให้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
           9) ปลดปล่อยนักโทษและยกเลิกคดีการเมือง
   10) ปราบปรามอาชญากรรมและคอรัปชั่น และรักษาความปลอดภัยของประชาชนอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยให้พรรคการเมืองและองค์กรมวลชนร่าวมดำเนินการ
      11) ปรับปรุงระบบราชการให้เป็นประชาธิปไตย โดยใช้มาตรการประสาน กลไกรัฐ กับ กลไกพรรคเป็นเครื่องมือสำคัญ
         12) ให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากสาขาอาชีพอย่างยุติธรรม
         13) ให้มีพรรคการเมืองพัฒนาตามธรรมชาติ มิใช่โดยกฎหมายบังคับ
        14) ให้มีสภาการเลือกตั้งแห่งชาติ ประกอบด้วยส่วนราชการ พรรคการเมือง และองค์การ มวลชน ทำหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปตามหลักเลือกตั้งเสรี และผู้มีสิทธิหนึ่งคน เลือก ผู้แทนคนเดียว
       15) ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายทั้งปวง ที่ทำลายหรือบั่นทอนเสรีภาพของบุคคล
      16) ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับโครงสร้าง และหลักการ ประชาธิปไตย ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์แล้วนั้น เมื่อรัฐสภาลงมติเห็นชอบแล้ว ให้ ประชาชนแสดงประชามติก่อนบังคับใช้
นี่คือตัวอย่าง ของการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง และเป็นทางออกของชาติได้

หน้าที่ 3 การสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร


                    16. เราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยของไทยนั้น ต้องมี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แห่งรัฐ เพราะองค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะ “อเนกชนนิกรสโมสรสมมุติ” โดยเฉพาะประเทไทยมีการปกครองแบบ รัฐเดียว (Unitary State) ซึ่งต้องใช้การปกครองด้วยวิธี “รวมอำนาจการ ปกครอง” (Centralization of Administrative Power) จะใช้ การกระจายอำนาจการปกครองมิได้ และจะกำหนดให้ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งมิได้ เพราะผิดหลักวิชารัฐศาสตร์อย่างร้ายแรง และการจะสร้างประชาธิปไตยให้สันติได้ก็แต่ พระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
                    17. เราต้องเข้าใจว่า การสร้างประชาธิปไตยของคณะราษฎรล้มเหลวนั้น ก็ด้วยเหตุสำคัญ 2 ประการ ทั้งในทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ในการวางแผนเศรษฐกิจนั้น เหตุที่ล้มเหลวก็เพราะว่า เอียงไปทางซ้ายสุดเป็นระบบสังคมนิยม ไม่ใช่ ระบบเสรีนิยม เมื่อผิดพลาดแล้วคณะราษฎรก็ไม่ได้ กำหนดแผนใหม่ขึ้นมาแทน กลับปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ในทางการเมืองล้มเหลว เพราะว่านอกจาก หลัก 6 ประการของคณะราษฎรขาดหลักอธิปไตยของปวงชน แล้วยังไปนำเอา รัฐธรรมนูญจากตะวันตก ซึ่งเป็นคนละกรอบ มาครอบประเทศไทยไว้อีกด้วย ซึ่งไม่สามารถเข้ากัน ได้กับ สภาวการณ์ทาง ประวัติศาสตร์และทางสังคมของประเทศไทย จึงทำให้โน้มเอียงไปไม่ด้านใด ก็ด้านหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าไม่เป็น เผด็จการ ก็เป็น อนาธิปไตย
                   18. เราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันมิได้ ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้ ต้องทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง และการจะทำให้เกิเสถียรภาพทางการเมืองได้นั้น ต้องขจัดความเป็นเผด็จการและอนาธิปไตย และหลักการที่จะทำให้ เผด็จการกับอนาธิปไตยหมดไป ก็คือการทำให้หลัก อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน กับ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ มีความสมดุลกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่า ถ้ามีอำนาจอธิปไตยมากเกินไป ก็เป็นเผด็จการ และถ้ามีเสรีภาพมากเกินไปก็เป็น อนาธิปไตย
              19. การที่นักวิชาการและนักการเมืองตั้งสูตรว่า ทหารเป็นเผด็จการ และ พลเรือนเป็น ประชาธิปไตยนั้น ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและหลักวิชา เพราะโดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว ยอดนักเผด็จการของโลกล้วนแต่เป็นพลเรือนทั้งสิ้น ไม่ว่า ฮิตเลอร์ มุสโสสินี หรือ โงดินห์เดียม ฯลฯ และตามหลักวิชาแล้ว คำว่าระบอบอะไร หมายถึง อำนาจเป็นของใคร เช่นระบอบประชาธิปไตย หมายถึง อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และระบอบเผด็จการหมายถึง อำนาจอธิปไตยเป็นของ ชนส่วนน้อย ซึ่งชนส่วนน้อยนั้น อาจจะเป็น พรรคทหาร หรือเป็นพรรคของพลเรือนก็ได้ทั้งสิ้น
                  20. เราต้องเข้าใจว่า การสร้างประชาธิปไตยเป็นคนละเรื่องกับการสร้างรัฐธรรมนูญ และก็ยัง ไม่เคยมีที่ไหนในโลก ที่เอารัฐธรรมนูญมาสร้างประชาธิปไตยสำเร็จได้เลย มีแต่ต้องสร้าง ประชาธิปไตยก่อนแล้ว จึงสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมารักษาความเป็นประชาธิปไตย แต่บ้านเรากลับดัน ทุลังจะสร้างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยให้ได้ แสดงให้เห็นถึงความวิปริตพุทธิ
         21. ในกรณีที่เริ่มต้นสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่า การสร้าง ประชาธิปไตยนั้น เป็นการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลัง ไม่ว่ารูปแบบไหน ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยหลักนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ว่าเป็นความถูกต้องชอบธรรม
                   22. ในสถานการณ์ปฏิวัติ เราจะต้องทำความรู้จักกับ ขบวนการเมือง (Political Movement) ที่สำคัญในประเทศไทยด้วย คือ
                                    1) ขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตย
                                    2) ขบวนการเผด็จการ
                                    3) ขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม
                                    4) ขบวนการรัฐธรรมนูญ
ขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยมีความมุ่งหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตย มีนายทุนที่ก้าวหน้า ร่วมมือกับ ขบวนการกรรมกร เป็นกำลังพื้นฐาน
ขบวนการเผด็จการมีความมุ่งหมายเพื่อรักษาระบอบเผด็จการ มีพรรคการเมืองเป็นผู้แทน ของชนส่วนน้อย ซึ่งเป็นพรรคของชนชั้นสูง และพรรคของชนชั้นกลาง โดยปฏิเสธการร่วมมือ กับชนชั้นล่าง
ขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม เป็นขบวนการปฏิวัติที่แข่งกับขบวนการประชาธิปไตย โดยมี ความมุ่งหมายไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ มีชนชั้นกรรมาชีพเป็นกำลังสำคัญ เพื่อทำลายชนชั้นและชนชั้น กลาง
ขบวนการรัฐธรรมนูญ มีความมุ่งหมายเพื่อรักษาระบอบเผด็จการโดยไม่รู้ตัว เป็นขบวนของ นักวิชาการ และเป็นขบวนการที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างประชาธิปไตยอย่างที่สุด เป็นปฏิปักษ์ต่อ กระบวนการประชาธิปไตยร้ายแรงยิ่งกว่าขบวนการเผด็จการ ถ้าขบวนการนี้หยุดการเคลื่อนไหว รัฐธรรมนูญเมื่อใด ประเทศไทยก็จะเป็นประชาธิปไตยเมื่อนั้น
                    23. ในสถานการณ์ขณะนี้ เป็นสถานการณ์ปฏิวัติ คือ ประชาชนขัดแย้งกับระบอบเผด็จการ จึงเกิดการเคลื่อนไหวของประชาชน กดดันระบอบเผด็จการอย่างรุนแรง แต่บรรดานักการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นฝ่ายเผด็จการ ไม่ต้องการเปลี่ยนอำนาจอธิปไตยให้เป็นของประชาชน จึงแบ่งขบวนการ เผด็จการออกเป็น 2 ขั้ว แล้วระดมสรรพกำลังเข้าต่อสู้กันเอง เพื่อต้องการเบี่ยงเบนกระแส ปฏิวัติของ ประชาชน หมายความว่าการเคลื่อนไหวมวลชนไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรก็ตาม จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็ตาม เป็น ปฏิวัติ (Revolution) เสมอ แต่มีการนำเป็น ปฏิกิริยา (Reaction) ดังนั้น ถ้ากระแสปฏิวัติ ของประชาชนมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็จะยิ่งส่งผลให้ฝ่ายเผด็จการต่อสู้กันเองอย่างรุนแรงมากขึ้น เท่านั้น ไม่ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ชนะก็จะหลอกพาประชาชนไปสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่สร้าง ประชาธิปไตย ประชาชนจะต้องผ่านบทเรียนเหล่านี้ก่อนทั้งสิ้น ไม่ว่าในประเทศไหน ก่อนที่จะได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริง
                    24. เราต้องเข้าใจว่า ไม่ว่าในส่งหรือปรากฏการณ์ใดๆ “เนื้อหา” (Content) กับ “รูปแบบ” (Form) ย่อมเป็นเอกภาพกัน แยกออกจากกันมิได้ ถ้าเนื้อหากับรูปแบบ แยกออกจากกัน ก็จะไม่มี สิ่งนั้นปรากฏการณ์นั้นๆ
เช่นเดียวกัน ถ้าหลักการปกครอง (Principle of Government) กับรูปการปกครอง (Forms of Government) แยกออกจากกัน ก็จะไม่มี การปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Government) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าระบอบประชาธิปไตยกับระบบรัฐสภาแยกออกจากกัน หรือขาดข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย
ภายใต้สภาวการณ์ อนาธิปไตย (Anarchism) ของประเทศไทย โดยมีรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นผู้ปกครองอยู่ในขณะนี้ นอกจากหลักการปกครองไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แล้วรูปการปกครอง ก็ยังไม่ใช่ระบบรัฐสภาอีกด้วย จึงส่งให้วิกฤติของชาติในครั้งนี้ มีความรุนแรง อย่างที่สุด และหาทางออกไม่ได้ ถ้าทุกพรรคการเมืองเห็นแก่ชาติบ้านเมืองตามที่พูดจริง จะต้องวางมือ ทางการเมืองชั่วคราว และเปิดทางให้รัฐบาลเฉพาะกาลเข้ามาแก้ปัญหาของชาติแทน ประเทศชาติ ก็จะมีทางออก
                      25. เราต้องเข้าใจว่า ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เศรษฐกิจได้เปลี่ยนเป็นระบบเสรีนิยม (Liberalism System) โดยมีระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime) เกิดขึ้นและตั้งอยู่น รากฐานของระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม เมื่อมีการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม มันก็จะผลักดัน ให้เกิดการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง และเป็นไปเอง ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครองให้เป็นประชาธิปไตย ก็จะส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่าง “ประชาชน” กับ “ระบอบ เผด็จการ” พัฒนาขึ้นเป็นความรุนแรง และถ้ามีอุปสรรคขัดขวาง การเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็น ประชาธิปไตยเมื่อใด มันก็จะระเบิดขึ้นเป็น สงครามกลางเมือง (Civil War) มวลชนลุกขึ้นสู้ (Mass Uprising) นำความหายนะมาสู่ชีวิตและทรัพย์สินของประเทศชาติและประชาชน

หน้าที่ 2 การสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร


           6. ใน ระบบทุนนิยม (Capitalism System) ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ถ้าตราบใดที่ชนชั้น กรรมกรซึ่งเป็น ชนชั้นล่าง ยังไม่มีการผลักดัน (Pressure Group) การสร้างประชาธิปไตย ตราบนั้น ก็เป็นอันเชื่อได้ว่า จะยังไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่เป็นจริงเกิดขึ้นได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ระบบ ทุนนิยม และระบอบประชาธิปไตยจะดำรงอยู่ได้ ก็แต่โดยความร่วมมือระหว่าง กรรมกร กับ นายทุน เท่านั้น ขาดข้างใดข้างหนึ่งก็จะไม่มีระบบทุนนิยม และถ้ากรรมกรไม่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็จะไม่มี ระบอบประชาธิปไตย
                    7. การสร้างประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีห้วงเวลาในการเปลี่ยนแปลงในทางวิชาการ เรียกว่า ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) หรือ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ความล้มเหลว หรือ ความสำเร็จของ การสร้างประชาธิปไตยก็จะอยู่ที่ตรงจุดนี้ ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญของ รัฐบาลเฉพาะกาล (Provisional Government) หรือ รัฐบาลชั่วคราว (Interim Government) ไม่ใช่เป็นภารกิจของรัฐบาลรักษาการณ์ (Caretaker Government) ซึ่งไม่มีอำนาจ หรือรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง ดังเช่น ในกรณีพรรค ประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะเป็น พรรคปฏิกิริยา (Reactionary) เป็น ขบวนการที่ล้าหลัง (Backward) ไม่ใช่ขบวนการปฏิวัติ (Revolutionary) หรือขบวนการก้าวหน้า (Progressive) จึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดของการสร้างประชาธิปไตย
          8. เสนอการ ปฏิวัติสันติ (Peaceful Line) ทั้งนี้เป็นเพราะการปฏิวัติประชาธิปไตยสำหรับ ประเทศไทยนั้น มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอนคือ จะสำเร็จได้ก็แต่ การปฏิวัติสันติ เท่านั้น มิอาจสำเร็จได้ด้วย การปฏิวัติแนวทางรุนแรง (Violent Line) และการเคลื่อนไหวมวลชน เช่นที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะว่าการ เคลื่อนไหวปฏิวัตินั้น สำหรับประเทศไทยนอกจากต้องใช้แนวทางสันติแล้ว การเคลื่อนไหวปฏิวัติยัง จะต้องประกอบด้วย
                                      1) การเคลื่อนไหวทางความคิด
                                      2) การเคลื่อนไหวทางหลักการ
                                      3) การเคลื่อนไหวทางการจัดตั้ง
                      9. การสร้างประชาธิปไตย หัวใจที่สำคัญอยู่ที่ “แนวทาง” หรือ “มรรควิธี” (Method) มิใช่อยู่ที่ “เจตนาดี” หรือคำพังเพยของฝรั่งที่ว่า “Good Intention Paves the Way to Hell” และสาระสำคัญ ของแนวทางก็คือ อธิปไตยของปวงชน และ เสรีภาพของบุคคล เช่นเดียวกับสาระสำคัญของนโยบาย 66/23 ที่มีประสิทธิภาพในการยุติสงครามกลางเมืองลงได้ ก็คือ “การขยายเสรีภาพของบุคคล” และ “ขยายอธิปไตยของปวงชน” ให้ปรากฏเป็นจริง... แต่ในปัจจุบันอยู่ที่ต้องทำให้ เสรีภาพของบุคคล และ อธิปไตยของปวงชนให้เป็นจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิใช่อยู่ที่การขยายให้เป็นจริง ซึ่งก็จะแก้ ปัญหาของชาติทั้งปวงได้เช่นเดียวกับนโยบาย 66/23
         10. การจะสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้นั้น เราจะต้องมีความเข้าใจความหมายของ ประชาธิปไตย ใน 2 ลักษณะ คือ ลักษณะทั่วไป และ ลักษณะประยุกต์ ลักษณะทั่วไป คือ ปัญหา หลักการและหลักวิชาของลัทธิประชาธิปไตย แต่ความรู้ความเข้าใจแค่นี้ยังไม่พอ เรายังต้องมีความ เข้าใจประชาธิปไตยในลักษณะประยุกต์ อีกด้วย กล่าวคือราต้องสามารถประยุกต์หลักการและหลัก วิชาอันเป็นหลักสากล ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคมไทยให้ได้อีกด้วย ถ้าเรายังแก้ปัญหานี้ ไม่ตก เราก็จะสร้างประชาธิปไตยให้เป็นจริงไม่ได้
                       11. เราต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้น มีหลายแบบคือ ประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งเป็น ประชาธิปไตยในแบบของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นร้อยๆ ปี กับประชาธิปไตยในแบบของประเทศที่ กำลังพัฒนามีลักษณะต่างกัน เราจึงไม่อาจจะเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตก มาใช้กับประเทศด้อย พัฒนา หรือ ประเทศที่กำลังพัฒนาได้เลย เพราะมันเข้ากันไม่ได้ เราจึงจำเป็นต้องคิดสร้าง ประชาธิปไตยให้เป็นแบบของเราขึ้นมาเอง ที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยแบบไทย เหตุที่การสร้าง ประชาธิปไตยในบ้านเราล้มเหลวมายาวนาน ก็เพราะว่าคณะราษฎรเอาประชาธิปไตยในแบบของ ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งดุ้น มาครอบประเทศไทยเอาไว้ และนักร่างรัฐธรรมนูญคณะต่อๆ มา ก็ถนัด แต่จะลอกแบบประชาธิปไตยของประเทศอื่นๆ มาใช้ทั้งสิ้น โดยไม่เคยคิดสร้างแบบของเราขึ้นมาใช้ เองเลย จึงทำให้ประชาธิปไตยบ้านเราล้มเหลวมาจนทุกวันนี้
                          12. เราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยนั้นมีทั้ง ด้านเนื้อแท้ และ ด้านรูปแบบภายนอก ด้านเนื้อแท้ คือหลักการ คือคำจำกัดความที่ท่าน อับราฮัม ลินคอร์น ได้ประกาศไว้คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งเป็น ด้านที่สำคัญที่สุด ด้านรูปแบบภายนอกคือการมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง และมีการเคลื่อนไหวต่างๆ ตามแบบประชาธิปไตย เราต้องเข้าใจว่าด้านรูปแบบภายนอก จะมีความหมายต่อ ความเป็นประชาธิปไตย ได้ ก็ต่อเมื่อหลักการซึ่งเป็นด้านเนื้อแท้นั้น ปรากฏเป็น จริงแล้วเท่านั้น
                          13. เราต้องเข้าใจว่า การเลือกตั้ง เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะบรรลุผลให้มี การปกครองของ ประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ปรากฏเป็นจริง แต่ในสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่ง การ เลือกตั้งกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของความ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจึงจำเป็นต้องระงับการเลือกตั้งไว้ก่อน และเราจะต้องเข้าใจว่า การไม่ มีผู้แทนที่ราษฎรเลือกตั้งมานั้น ก็ไม่ได้หมายถึงว่า จะไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าหากฝ่ายปกครองมีวิธี การต่างๆ ที่จะรวบรวมเอาความคิดเห็นของประชาชนมาทำการปกครองได้มากเพียงใด ทำให้ ประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึง การปกครองนั้นก็จะเป็นประชาธิปไตยมากเพียงนั้น ผู้แทน ราษฎรซึ่งราษฎรเลือกตั้งมาโดยตรง แต่กลับไม่ทำหน้าที่ผู้แทนต่างหากเล่า ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
                            14. การที่เราจะสร้างประชาธิปไตยได้ เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจ ความหมายของคำว่า เผด็จการ และคำว่า อนาธิปไตย ด้วย การเมืองในบ้านเราดูภายนอกจะเห็นว่า การที่มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ดูเหมือนว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าดูเนื้อใน ก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้ว เป็นอนาธิปไตย หรือไม่ก็ เป็นเผด็จการ ทั้งอนาธิปไตยและเผด็จการ ก็ล้วน เป็นภัยต่อประชาชนทั้ง 2 อย่าง ทหารเป็นเผด็จการ เรามีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี แต่พรรคการเมือง นำมาซึ่ง อนาธิปไตย ทุกครั้งที่เข้ามามีอำนาจเรากลับไม่เข้าใจกัน และยังกลับเห็นว่า อนาธิปไตยเป็น ประชาธิปไตยเสียอีกด้วย
                              15. เราต้องเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยโดยมี 2 นัยคือ โดยนัยอันแคบ และโดยนัยอันกว้าง โดยนัยอันแคบคือ ความหมายประชาธิปไตยใน ทางการเมือง โดยนัยอันกว้าง หมายถึง ระบบประชาธิปไตย (Democratic System) คือ หมายถึง ระบบสังคมทั้งระบบ ซึ่งประกอบ ด้วย การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ใช่มองกันที่ต้องมี รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเท่านั้น การทำให้เกิดประชาธิปไตยโดยนัยอันกว้างเท่านั้น ที่จะเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง

หน้าที่ 1 การสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร

           เรื่อง การสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร
  โดย วันชัย พรหมภา

             การเมืองบ้านเราในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเกิดการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย อย่างกว้างขวาง ใหญ่โต ประชาชนทั่วไปมีการเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างยดเยื้อยาวนาน ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความต้องการประชาธิปไตยของพี่น้องประชาชนที่เป็นอยู่นี้ เป็น เครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการปกครองแบบเผด็จการ ที่ไม่อาจจะปิดบังอำพรางกันได้อีก ต่อไปแล้ว การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนเป็นกระแสร้อนแรงไปทั่วทุกหย่อมหญ้า และพร้อมที่จะพังทลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคขวางหน้า
          ในสถานการณ์ที่ประชาชน มีความต้องการประชาธิปไตยเช่นนี้ ได้มีกลุ่มการเมืองและคณการ เมืองหลากหลาย ได้เข้ามามีบทบาทในการนำประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามทรรศนะที่ตน ต้องการ โดยไม่เอื้อเฟื้อต่อหลักการและหลักวิชา จึงทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งขณะนี้นอกจากจะทำให้บ้านเมืองไม่มีทางออกแล้ว ยังกลับส่งผลร้ายให้ความ ขัดแย้งของคนในชาติ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ในท่ามกลางความต้องการประชาธิปไตยของ ประชาชนเช่นนี้ กลุ่มการเมืองและคณการเมืองหลากหลาย ได้สร้างความสับสนให้แก่พี่น้อง ประชาชนเป็น อย่างมากว่า ทรรศนะประชาธิปไตย แบบไหนคือความถูกต้อง ทรรศนะแบบไหน คือสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ กล่าวโดยสรุปก็คือประชาชนต้องการทราบว่า การสร้างประชาธิปไตย ที่ถูกต้องทำอย่างไร หรือต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่ การแก้ปัญหาของชาติได้ ปัญหานี้จึงเป็นที่มาของ การจัดทำเอกสารฉบับนี้ ขึ้นมา
        ปัญหาประชาธิปไตยนั้น เกี่ยวเนื่องด้วยหลักวิชาโดยสังกัดอยู่ใน วิชาการเมือง หรือ รัฐศาสตร์ (Political Science) ซึ่งมีหลักการและกฎเกณฑ์ที่จะต้องมีความเข้าใจและยึดถืออย่างเคร่งครัดมากมาย ซึ่งเราจะคิด จะพูด จะทำเอาตามชอบใจมิได้เลย
          การจะสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้นั้น นอกจากจะต้องมีความเข้าใจใน ลัทธิประชาธิปไตย (Democracy) เป็นพื้นฐานแล้ว ยังจะต้องประกอบด้วยความเข้าใจปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เป็น เงื่อนไขสำคัญอีกหลายประการ อาทิเช่น
            1. เราต้องเข้าใจว่า ปัญหาพื้นฐานของชาติ คือ ระบอบเผด็จการ (Dictatorial Regime) กล่าวคือ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ปี 2475 แล้ว ประเทศของเราก็ยังคงมีการปกครองแบบ เผด็จการตลอดมา เป็นเวลา 81 ปี ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ ประชาชนธรรมดารู้และรู้สึกได้เป็นอย่างดี แต่นัก วิชาการและนักการเมืองในบ้านเรากลับไม่รู้ ซึ่งนอกจากไม่รู้แล้ว ยังหลอกให้ประชาชนรู้ผิดๆ อีกด้วย
               2. การสร้างประชาธิปไตย หรือการปฏิวัติประชาธิปไตยนั้น ประชาชนต้องทำด้วยตนเอง โดย การทำให้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Sovereignty of the People หรือ Popular Sovereignty) มิใช่การเรียกร้องให้เอารัฐธรรมนูญปี กลับมา และเอารัฐธรรมนูญปี 2550คืนไป และก็มิใช่การ เปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย หรือการโค่นรัฐบาล หรือโค่นอำมาตยาธิปไตยหรือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน แต่อยู่ที่ประชาชนต้องร่วมกันโค่น ระบอบเผด็จการ
               3. ควรแยกคำศัพท์ การปฏิวัติ (Revolution) ออกจาก รัฐประหาร (Coup ďé tat) อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ เพราะการปฏิวัติหมายถึงทำสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น เป็นการพัฒนาและสร้างสรรค์ ในทางการเมือง หมายถึง การเปลี่ยนระบอบเผด็จการ เป็นระบอบประชาธิปไตย ส่วนรัฐประหาร หมายถึง การใช้กำลังอาวุธยึด อำนาจรัฐโดยผิดกฎหมาย จึงไม่ควรเอา 2 คำนี้มาปะปนกัน เพราะการเห็นรัฐประหารเป็นการปฏิวัติ นั้น เป็นอุปสรรคที่สำคัญของการสร้างประชาธิปไตย กลายเป็น อาชญากรรมทางวุฒิปัญญา
               4. เสนอเรื่อง การปฏิวัติ ในสถานการณ์ปฏิวัติ ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ปฏิวัติ เป็นสถานการณ์ ที่ต้องเปลี่ยน ระบอบเผด็จการ ให้เป็น ระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น เป็น สถานการณ์ที่ยังไม่เหมาะสมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไป เพราะเป็นสถานการณ์ที่ประชาชน ปฏิเสธการปกครอง ที่ไม่ใช่เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ดังนั้น การเลือกตั้งทั่วไป จึงไม่ใช่ทางออกของชาติ ในสถานการณ์เช่นนี้
         5. การเรียกร้อง ลัทธิรัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) หรือการเรียกร้องให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยของนักวิชาการโดยไม่เรียกร้อง ลัทธิประชาธิปไตย (Democracy) นั้น เป็นการพ่นพิษใส่ประชาชน ทั้งนี้เพราะเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างที่สุดของการสร้าง ประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทย ในทางวิชาการเรียกขบวนการทางการเมือง เช่นนี้ว่า พวกปฏิปักษ์ ปฏิวัติ (Counter Revolutionary) หรือ พวกปฏิวัติซ้อน หมายถึง พวกปฏิวัติเพื่อทำลายการปฏิวัติ